วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

หรียญพระชัยหลังช้างภปร.


เหรียญพระชัยหลังช้างภปร.
พระเครื่องและเหรียญที่ระลึกที่มีพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลัง ถือว่าเป็นสิ่งมงคลที่น่าเก็บสะสมบูชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธรูปของ วัดต่างๆ ที่มีตรา ภปร.ประดิษฐานอยู่ด้านหลังนั้นมีอยู่จำนวนมากเช่นกัน
หลายๆ รุ่นมีพิธีการสร้างที่เข้มขลัง และมีพุทธศิลป์ที่งดงามอย่างยิ่ง ดั่งเช่นเหรียญพระ พุทธ หรือเหรียญพุทธคุณพระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ที่เรียกขานกันว่า "เหรียญพระชัยหลังช้าง"

สร้างโดยคณะสงฆ์ทั้ง 2 นิกายในปีมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ 60 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธ.ค.2530 มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อกะไหล่ทอง
พิธีพุทธาภิเษกที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ พระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพุทธาภิเษกหมู่ เจริญพระพุทธมนต์ อาทิ 1.สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิตรฯ 2.สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร 3.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา 4.สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร 5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา 6.พระพรหมคุณาภรณ์ (สมเด็จพุฒาจารย์เกี่ยว) วัดสระเกศ 7.หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง 8.พระอาจารย์ชื้น พุทธสาโร วัดญาณเสน 9.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง 10.หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง 11.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม 12.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ 13.หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม 14.หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก 15.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม 16.หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ฯลฯ
มูลเหตุที่นำรูปพระชัยหลังช้างมาจัดสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ด้วยเห็นว่าพระชัย (หลังช้าง) เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง คู่บุญญาบารมีของปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ควรที่ประชาชนจะมีไว้สักการบูชา เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพระองค์
ดังเช่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ได้ลิขิตไว้ว่า "หากอยู่กับบ้านก็คุ้มบ้าน หากอยู่กับตัวก็คุ้มตัว" และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดดังกล่าว ท่านจึงได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงเกี่ยวด้วยเหรียญพระชัย (หลังช้าง)" ขึ้น โดยรวบรวมเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับประสบการณ์จากเหรียญนี้มากมายหลายท่าน
สำหรับความเป็นมาของ "พระชัยวัฒน์" เดิมมีพระนามว่า "พระชัย" หรือ "พระไชย" ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออกพระนามเพิ่มว่า "พระไชยวัฒน์" และได้เปลี่ยนพระนามมาเป็น "พระชัยวัฒน์" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่มีลักษณะพิเศษคือ พระหัตถ์ซ้ายจะอยู่ในลักษณะถือด้ามพัด เป็นแบบนั่งขัดสมาธิเพชร

หลวงพ่อเปิ่นหลังหงส์

"เหรียญหลวงพ่อเปิ่น รุ่นเอกลักษณ์นั่งเสือ 

 ในปี 2537 พระเดชพระคุณหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ อ.นครชัยศรี จ. นครปฐม พระเกจิอาจารย์นักบุญ นักพัฒนาได้บำเพ็ญบารมีธรรม ครั้งยิ่งใหญ่ ในวาระครบ 6 รอบ (72 ปี) โดยรับเป็นประธานอุปถัมภ์หาทุนทรัพย์สร้างอุโบสถวัดนก ซึ่งเป็นอุโบสถอเนกประสงค์ 2 ชั้น ซึ่งใช้งบประมาณการก่อสร้าง 25 ล้านกว่าบาทในปีนั้น โดยหลวงพ่อเปิ่นได้รับเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2538 เวลา 15.19 น.นั้น

 ในโอกาสแรกเริ่มในการหาทุนทรัพย์ หลวงพ่อเปิ่น ได้อนุญาติให้คณะกรรมการจัดสร้างเหรียญเอกลักษณ์นั่งเสือ ซึ่งเป็นเหรียญที่ทำให้หลวงพ่อเปิ่นเป็นที่รู้จักของนักนิยมพระเครื่อง และตลอดจนศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย จากรุ่นแล้วรุ่นเล่า พิมพ์แล้วพิมพ์เล่าจนพูดกันติดปากว่า "หลวงพ่อเปิ่นขี่เสือ"

เหรียญเอกลักษณ์นั่งเสือ(ขี่เสือ) รุ่นนี้สร้างอย่างปราณีตบรรจง พิถีพิถันสวยงามกว่าทุกพิมพ์ที่สร้างมาแล้ว โดยช่างวิชัย ศรีลอยเมือง ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านออกแบบพิมพ์ในยุคนั้น ทั้งนี้เพราะต้องการให้เหรียญรุ่นนี้เป็นที่นิยมสนใจของนักนิยมพระเครื่อง สืบต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

ด้านหน้าเหรียญ หลวงพ่อเปิ่นนั่งสมาธิบนหลังเสือ เป็นเอกลักษณ์แห่ง อำนาจ วาสนา บารมี
ด้านหลังเหรียญ  เป็นหงษ์คู่เอกลักษณ์ แห่งศํกดิ์ศรี เมตตาและโชค"